เตรียมพร้อมพัฒนาสุขภาพเด็กวัยเรียน 4.0

เตรียมพร้อมพัฒนาสุขภาพเด็กวัยเรียน 4.0

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงมหาดไทย สัมมนาวิชาการสร้างมูลค่าสู่การพัฒนาสุขภาพเด็กวัยเรียน 4.0 ในพื้นที่ภาคกลาง เพื่อให้เด็กวัยเรียนและครอบครัวมีความรอบรู้ ด้านสุขภาพ

นายแพทย์อรรถพล แก้วสัมฤทธิ์ รองอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการสัมมนาวิชาการสร้างมูลค่าสู่การพัฒนาสุขภาพเด็กวัยเรียน 4.0 : นวัตกรรมผลงานเด่นและแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) ภาคกลาง ณ โรงแรมเอเชีย แอร์พอร์ต จังหวัดปทุมธานี ว่า สถานการณ์สุขภาพเด็กวัยเรียน ภาคกลาง เขตสุขภาพที่ 4 สระบุรี, เขตสุขภาพที่ 5 ราชบุรี และเขตสุขภาพที่ 6 ชลบุรี ปี 2560 พบว่า นักเรียน มีภาวะโภชนาการสูงดี สมส่วน ร้อยละ 64.5 ซึ่งต่ำกว่าค่าเกณฑ์มาตรฐานร้อยละ 1.5 ภาวะเริ่มอ้วน และอ้วนเฉลี่ย ร้อยละ 13.3 ภาวะเตี้ย และผอม ร้อยละ 4.2 และร้อยละ 4.6ด้านส่วนสูงของนักเรียนอายุ 12 ปี เพศชายมีส่วนสูง 149.7 เซนติเมตร และนักเรียนหญิง มีส่วนสูง 150.6 เซนติเมตร กรมอนามัย โดยศูนย์อนามัยที่ 4 สระบุรี ศูนย์อนามัยที่ 5 ราชบุรี ศูนย์อนามัยที่ 6 ชลบุรี และเครือข่าย ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงมหาดไทย ร่วมคิดค้นกระบวนการ นวัตกรรม เพื่อพัฒนาเด็กวัยเรียน และส่งเสริมให้เกิดความรอบรู้ด้านสุขภาพให้กับครอบครัว ผู้ปกครอง และท้องถิ่น โดยใช้กระบวนการ Family coacher เพื่อส่งผลต่อเด็กวัยเรียนภาคกลางสูงดี สมส่วนฉลาด และแข็งแรง พร้อมทั้งขอความร่วมมือจากสถาบันการศึกษา สาธารณสุข และท้องถิ่นในภาคกลาง ร่วมสร้างกระบวนการจัดการ และพัฒนาการเรียนรู้ เพื่อให้เกิดผลงานและนวัตกรรมใหม่ๆ พร้อมนำไปใช้ให้เกิดประสิทธิภาพในระดับพื้นที่ที่มีบริบทคล้ายคลึงกัน และสามารถเป็นแกนนำหรือศูนย์กลางการพัฒนาการศึกษาควบคู่ไปกับการสร้างสุขภาพ ภายใต้ความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงครอบครัวเด็ก ชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นสถาบันพื้นฐานทางสังคมที่สำคัญ

นายแพทย์อรรถพล กล่าวต่อไปว่า การเตรียมตัวเด็กให้มีความพร้อมกับสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุค 4.0 เป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนยุคนี้ต้องเตรียมรับมือให้ทัน โดยเป้าหมายที่สำคัญยิ่ง คือ การพัฒนาการทางด้านร่างกาย สติปัญญาและจิตใจที่สมบูรณ์และแข็งแรงมีทักษะสามารถดูแลสุขภาพตนเองและมีพฤติกรรมที่เหมาะสม มีความพร้อมในการเรียนรู้และส่งผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ซึ่งผลการสำรวจของกองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ในปี 2557 พบว่า ระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพของคนไทย ในกลุ่มอายุ 7 – 18 ปี อยู่ในระดับพอใช้ ร้อยละ 86.48 และระดับดีมาก ร้อยละ 5.25 หรือระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพของคนไทย เรื่อง 3 อ 2 ส ได้แก่ อาหาร ออกกำลังกาย อารมณ์ ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มสุรา ในกลุ่มอายุ15 ปีขึ้นไป อยู่ในระดับไม่ดีพอ ร้อยละ 59.4 พอใช้ ร้อยละ 39.0 และระดับดีมากเพียง ร้อยละ 1.6 เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว อาทิ ประเทศสิงคโปร์ มีสัดส่วนประชากรที่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพระดับดีถึงร้อยละ 76 หรือในแถบยุโรป เช่น เนเธอร์แลนด์ มีสัดส่วนประชากรที่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพระดับดีถึงร้อยละ 70 ดังนั้น จึงต้องเร่งการพัฒนาองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพและยกระดับ ความรอบรู้ด้านสุขภาพของคนไทยทุกกลุ่มวัย ให้มีสุขภาพที่ดีสมวัยในทุกช่วงชีวิต

“ทั้งนี้ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) จะเป็นตัวช่วยให้ประชาชนไทยรู้เท่าทันสถานการณ์ ข้อมูลข่าวสาร และสุขภาพของตนเอง ด้วยการกลั่นกรอง ประเมิน และตัดสินใจ ที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เลือกใช้บริการและผลิตภัณฑ์สุขภาพได้อย่างเหมาะสม โดยอาศัยความรู้ ข้อมูลสุขภาพ และบริการสุขภาพจากหลายช่องทางจนสามารถจัดการสุขภาพด้วยตนเองได้ (Self-Management)” รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวในที่สุด